ผู้เขียน หัวข้อ: กรณีที่ผู้ป่วยที่ต้องให้อาหารสายยาง  (อ่าน 806 ครั้ง)

siritidaphon

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 735
  • ลงประกาศฟรี ลงโฆษณาฟรี โปรโมทสินค้าฟรี ซื้อ ขาย
    • ดูรายละเอียด
กรณีที่ผู้ป่วยที่ต้องให้อาหารสายยาง
« เมื่อ: วันที่ 30 มกราคม 2026, 11:18:45 น. »
กรณีที่ผู้ป่วยที่ต้องให้อาหารสายยาง

กรณีที่ผู้ป่วยต้องให้อาหารทางสายยาง ไม่ว่าจะเป็นเพราะปัญหากล้ามเนื้ออ่อนแรงจากโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) มะเร็งบริเวณลำคอ หรือภาวะสมองเสื่อม หัวใจสำคัญคือการทำให้เขารู้สึกว่า "เขายังทานอาหารปกติ" แม้จะผ่านสายยางก็ตามครับ

สิ่งที่ผู้ดูแลต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษในสถานการณ์จริงครับ:

1. การเลือกประเภทของอาหาร (สูตรอาหาร)
ผู้ป่วยแต่ละคนมีความต้องการสารอาหารไม่เท่ากัน:

อาหารปั่นผสม (Blenderized Diet): เหมาะสำหรับครอบครัวที่มีเวลาเตรียม เน้นความประหยัด และอยากให้ผู้ป่วยได้รับสารอาหารจากธรรมชาติ (ฟักทอง ไข่ อกไก่ ผัก) ข้อควรระวัง: ต้องกรองให้ละเอียดมากๆ เพื่อไม่ให้ตันสาย

อาหารสูตรสำเร็จ (Commercial Formula): เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่ต้องการการควบคุมสารอาหารที่แม่นยำ (เช่น โรคไต, โรคเบาหวาน) สะดวก สะอาด และลดความเสี่ยงเรื่องท้องเสียจากเชื้อโรคในขั้นตอนการเตรียม


2. การดูแลสภาพจิตใจของผู้ป่วย
ผู้ป่วยที่ต้องใส่สายยางมักรู้สึกหดหู่เพราะขาดความสุขจากการรับรสชาติ:

สร้างบรรยากาศ: แม้จะไม่ได้เคี้ยว แต่ควรให้นั่งร่วมโต๊ะอาหารกับครอบครัว หรือได้กลิ่นอาหารที่หอมๆ เพื่อกระตุ้นระบบย่อย

การดูแลช่องปาก: การที่ไม่ได้ใช้ปากเคี้ยวจะทำให้ปากแห้งและมีกลิ่นปากได้ง่าย ควรเช็ดทำความสะอาดช่องปากด้วยน้ำเกลือหรือน้ำยาบ้วนปากไร้แอลกอฮอล์บ่อยๆ เพื่อให้เขาสดชื่นขึ้น


3. การเฝ้าระวังความสัมพันธ์ของ "ยา" และ "อาหาร"
ผู้ป่วยติดเตียงหรือผู้ป่วยสูงอายุมักมียาหลายชนิด:

ต้องตรวจสอบว่ายาตัวไหน "ต้องกินตอนท้องว่าง" (ให้ก่อนอาหาร 1 ชั่วโมง)

ยาตัวไหน "ห้ามบด" (ยาที่มีสัญลักษณ์ SR, XR, CR, EC) ถ้าบดแล้วใส่สายยางอาจเกิดอันตรายรุนแรงได้


4. การป้องกันภาวะแทรกซ้อน (Checklist ประจำวัน)

สิ่งที่ต้องตรวจสอบ                  สัญญาณปกติ                                  สัญญาณเตือนที่ต้องระวัง

ตำแหน่งสาย         ขีดที่สายอยู่ที่เดิมที่พยาบาลทำเครื่องหมายไว้    สายเลื่อนออกมา หรือจมูกมีรอยแดงบวม
ผิวหนังรอบสาย    สะอาด ไม่มีผื่น                                    มีน้ำแฉะๆ หรือหนองไหลรอบรูเจาะหน้าท้อง
หน้าท้อง         นิ่ม ไม่บวม                                            ท้องแข็งตึง เคาะแล้วมีเสียงลมดังชัดเจน
การขับถ่าย         ถ่ายเป็นนิ่มๆ ทุก 1-2 วัน                            ท้องผูกเกิน 3 วัน หรือท้องเสียเหลวเป็นน้ำ

💡 เกร็ดเล็กน้อย: เมื่อไหร่ที่ควรปรึกษาหมอเรื่อง "เจาะหน้าท้อง" (PEG)?

หากทีมแพทย์ประเมินว่าผู้ป่วยต้องให้อาหารทางสายยาง นานกว่า 1 เดือน การเปลี่ยนจากสายจมูกมาเป็นสายเจาะที่หน้าท้องมักจะส่งผลดีต่อคุณภาพชีวิตมากกว่าครับ:

ไม่เคืองจมูก: ลดความเสี่ยงไซนัสอักเสบและแผลในคอ

ดูดีกว่าเดิม: ไม่มียางยื่นออกมาจากใบหน้า ผู้ป่วยจะกล้าเข้าสังคมหรือออกไปข้างนอกมากขึ้น

ดูแลรักษาง่าย: สายอุดตันยากกว่าและเปลี่ยนสายทุกๆ 6-12 เดือนเท่านั้น